Icon Close

เมื่อปัญญาลุกขึ้นต่อต้านความรุนแรง: ปรีชาญาณแห่งยุคเรอเนซองส์ที่ต่อต้านความคลั่งไคล้ในความรุนแรง (Erasmus Against War)

เมื่อปัญญาลุกขึ้นต่อต้านความรุนแรง: ปรีชาญาณแห่งยุคเรอเนซองส์ที่ต่อต้านความคลั่งไคล้ในความรุนแรง (Erasmus Against War)
Icon RatingIcon RatingIcon RatingIcon RatingIcon Rating
No Rating
ประเภทไฟล์
pdf, epub
วันที่วางขาย
08 มิถุนายน 2569
ความยาว
106 หน้า (≈ 26,349 คำ)
ราคาปก
250 บาท (ประหยัด 60%)
เมื่อปัญญาลุกขึ้นต่อต้านความรุนแรง: ปรีชาญาณแห่งยุคเรอเนซองส์ที่ต่อต้านความคลั่งไคล้ในความรุนแรง (Erasmus Against War)
ก่อนที่จะเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ ผู้อ่านอาจต้องถามตนเองเสียก่อนว่า มนุษย์เรียนรู้อะไรจากสงครามบ้างหรือไม่ เพราะแม้โลกจะผ่านยุคสมัยแห่งอารยธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคำประกาศเรื่องสิทธิมนุษยชนมานับศตวรรษ แต่ความรุนแรงก็ยังไม่เคยเลือนหายไปจากประวัติศาสตร์มนุษย์เลยแม้แต่น้อย สงครามยังคงเกิดขึ้นในนามของชาติ ศาสนา อำนาจ ความมั่นคง หรือแม้แต่ความถูกต้องที่แต่ละฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นฝ่ายตนเอง
และท่ามกลางเสียงกลองศึกอันกึกก้องจากโลกในทุกยุคทุกสมัย เสียงของชายคนหนึ่งจากยุคเรอเนซองส์กลับดังขึ้นอย่างสงบทว่าทรงพลังยิ่งกว่าคำปลุกระดมใด ๆ นั่นคือเสียงของ เดซิเดริอุส เอราสมุส นักมนุษยนิยมผู้เชื่อว่าปัญญา ความเมตตา และศีลธรรม คือสิ่งเดียวที่จะช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากความป่าเถื่อนที่ซ่อนอยู่ภายในตนเองได้
หนังสือ เมื่อปัญญาลุกขึ้นต่อต้านความรุนแรง หรือ Erasmus Against War มิใช่เพียงงานเขียนต่อต้านสงครามธรรมดา แต่เป็นการลุกขึ้นท้าทายความคิดพื้นฐานของอารยธรรมมนุษย์ที่ยกย่องความรุนแรงอยู่เงียบๆ เอราสมุสมองสิ่งที่ผู้คนจำนวนมากในยุคของเขาไม่ยอมมองกันว่า สงครามสร้างความโหดร้าย ความละโมบ และการทำลายศักดิ์ศรีของมนุษย์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในสายตาของเขา สงครามไม่ใช่เรื่องสูงส่งอย่างที่กษัตริย์ นักการเมือง หรือแม่ทัพพยายามทำให้ผู้คนเชื่อ ตรงกันข้าม มันคือความล้มเหลวของเหตุผล เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ยอมปล่อยสัญชาตญาณดิบเข้าครอบงำเหนือสติปัญญา เขาเคยตั้งคำถามไว้อย่างเจ็บแสบว่า สัตว์ป่าฆ่ากันเพื่อความอยู่รอด ส่วนมนุษย์กลับฆ่ากันเพราะความทะเยอทะยานและความโอหัง เช่นนี้แล้วใครกันแน่ที่ป่าเถื่อนกว่ากัน
เหตุที่ทำให้งานเขียนของเอราสมุสยังคงร่วมสมัยอยู่เสมอ คือเขาเข้าใจธรรมชาติของความรุนแรงในระดับลึก เขารู้ว่าสงครามมักเริ่มต้นจากถ้อยคำอันงดงาม เริ่มจากการแบ่ง "เรา" และ "เขา" เริ่มจากการปลุกความกลัว ความเกลียดชัง และการทำให้มนุษย์อีกฝ่ายสูญเสียความเป็นมนุษย์ ก่อนที่ในท้ายที่สุด เลือดจะไหลลงบนผืนดินโดยที่ผู้สั่งการแทบไม่ต้องสัมผัสความเจ็บปวดนั้นด้วยตนเอง
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ในโลกปัจจุบัน เราจะพบว่าคำเตือนของเอราสมุสมิได้เก่าแก่เลยแม้แต่น้อย โลกยังคงเต็มไปด้วยสงคราม ข่าวสารที่ปลุกปั่นความเกลียดชัง ความรุนแรงทางความคิดในสื่อสังคมออนไลน์ การเมืองแห่งความโกรธ และวัฒนธรรมที่ยกย่องชัยชนะเหนือความเข้าใจ เราอาจไม่มีดาบหรือม้าเหมือนยุคกลาง แต่เรายังคงมีถ้อยคำที่ทำลายผู้คน มีอุดมการณ์ที่ผลักมนุษย์ให้เกลียดชังกัน และมีระบบที่ทำให้ความทุกข์ของผู้อื่นกลายเป็นเพียงตัวเลขบนหน้าจอ
เอราสมุสมิได้เพียงสอนให้ "เกลียดชังสงคราม" เท่านั้น แต่ยังสอนให้ระวังเมล็ดพันธุ์ของความรุนแรงที่เติบโตอยู่ในชีวิตประจำวันของเราเอง เขาเตือนว่าความป่าเถื่อนไม่ได้หายไปไหนเลย มันเพียงเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูทันสมัยขึ้นเท่านั้นเอง
นี่คือหนังสือสำหรับผู้ที่ยังเชื่อว่าปัญญาสามารถยืนหยัดต่อกรกับความคลั่งไคล้ในความรุนแรงได้ สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการให้มนุษย์เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านซากปรักหักพังซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสำหรับผู้ที่อยากเข้าใจว่า เหตุใดเสียงเรียกร้องสันติภาพจากนักคิดผู้ล่วงลับไปแล้วหลายร้อยปี จึงยังฟังดูจำเป็นต่อโลกยุคนี้อย่างน่าเศร้าเหลือเกิน
ประเภทไฟล์
pdf, epub
วันที่วางขาย
08 มิถุนายน 2569
ความยาว
106 หน้า (≈ 26,349 คำ)
ราคาปก
250 บาท (ประหยัด 60%)
เขียนรีวิวและให้เรตติ้ง
คุณสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็นได้จ้า