Icon Close

การพัฒนาระบบกลไกการประกันคุณภาพภายนอก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

การพัฒนาระบบกลไกการประกันคุณภาพภายนอก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
Icon RatingIcon RatingIcon RatingIcon RatingIcon Rating
No Rating
ประเภทไฟล์
pdf
วันที่วางขาย
20 ตุลาคม 2569
ความยาว
189 หน้า
ราคาปก
190 บาท (ประหยัด 5%)
การพัฒนาระบบกลไกการประกันคุณภาพภายนอก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
การพัฒนาระบบกลไกการประกันคุณภาพภายนอก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
Icon RatingIcon RatingIcon RatingIcon RatingIcon Rating
No Rating
การพัฒนาระบบกลไกการประกันคุณภาพภายนอก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาของการประกันคุณภาพภายนอก 2) พัฒนาระบบกลไกการประกันคุณภาพภายนอกที่มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา และ 3) ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประสิทธิผลของระบบที่พัฒนาขึ้น โดยมุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ด้อยโอกาส
การดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของระบบการประกันคุณภาพภายนอก ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบกลไกการประกันคุณภาพภายนอก และระยะที่ 3 การประเมินระบบกลไกที่พัฒนาขึ้น โดยใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารสถานศึกษาและศึกษานิเทศก์ใน 4 ภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้) รวมถึงการประชุมสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประกันคุณภาพการศึกษา
ผลการวิจัยระยะที่ 1 ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาพบว่า ระบบการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานยังมีข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ได้แก่ 1) การใช้เกณฑ์การประเมินแบบมาตรฐานเดียว (One-size-fits-all) ซึ่งไม่สะท้อนความแตกต่างของบริบทโรงเรียน เช่น โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนในพื้นที่ชนบท หรือโรงเรียนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษา ส่งผลให้โรงเรียนบางแห่งเสียเปรียบในการประเมิน 2) การให้ความสำคัญกับเอกสารและหลักฐานเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพของกระบวนการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาผู้เรียนจริง 3) การขาดระบบข้อมูลและทักษะการใช้ข้อมูลเพื่อการพัฒนา ทำให้ผลการประเมินภายนอกไม่ถูกนำไปใช้ต่อยอดเพื่อปรับปรุงคุณภาพอย่างเป็นระบบ และ 4) ภาระงานด้านการประกันคุณภาพที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ด้อยโอกาส ส่งผลให้ครูและผู้บริหารมีเวลาจำกัดในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ผลการศึกษายังสะท้อนตรงกันในทั้ง 4 ภูมิภาคว่าแม้โรงเรียนจะมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและบริบท แต่โรงเรียนยังมี "ทุนภายใน" ที่สำคัญ ได้แก่ ความมุ่งมั่นของผู้บริหารและครู ความร่วมมือของชุมชน และศักยภาพในการจัดการเรียนรู้จากบริบทจริง ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นกลไกการพัฒนาคุณภาพได้ หากระบบการประกันคุณภาพมีความยืดหยุ่นและมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างแท้จริง
ผลการวิจัยระยะที่ 2 จากข้อค้นพบในระยะที่ 1 ผู้วิจัยได้พัฒนาระบบกลไกการประกันคุณภาพภายนอกเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยออกแบบระบบบนกรอบแนวคิด Input–Process–Output–Feedback และใช้การวิเคราะห์ SWOT เป็นฐานในการวิเคราะห์บริบทของสถานศึกษา ระบบที่พัฒนาขึ้นมีสาระสำคัญ ได้แก่ 1) การประเมินที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ภาษา วัฒนธรรม และความแตกต่างของผู้เรียน 2) การใช้ข้อมูลผู้เรียนรายบุคคลและข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนา

3) การมุ่งพัฒนาผู้เรียนกลุ่มต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน 4 รายวิชาหลัก (ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาษาอังกฤษ) และด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 4) การเชื่อมโยงการประเมินภายนอกกับการสนับสนุนเชิงวิชาการและการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในระดับโรงเรียน ระบบกลไกที่พัฒนาขึ้นเน้นบทบาทของการประกันคุณภาพภายนอกในฐานะ "กลไกการพัฒนา" มากกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือในการตรวจสอบหรือจัดอันดับสถานศึกษา
ผลการวิจัยระยะที่ 3 ผลการประเมินระบบกลไกการประกันคุณภาพภายนอกที่พัฒนาขึ้นจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เกี่ยวข้อง พบว่า ระบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และมีศักยภาพในการนำไปใช้จริงในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ด้อยโอกาส ระบบดังกล่าวสามารถช่วยให้การประเมินคุณภาพภายนอกมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดภาระงานเอกสารที่ไม่จำเป็น และสนับสนุนการใช้ผลการประเมินเพื่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านระบบการประกันคุณภาพภายนอก จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทและกลไกของการประเมินจากการเน้นมาตรฐานเดียวและการตรวจสอบ
เชิงเอกสาร ไปสู่การประเมินเชิงพัฒนา (Developmental Quality Assurance) ที่คำนึงถึงบริบทความแตกต่าง และศักยภาพของแต่ละสถานศึกษา การพัฒนาระบบกลไกการประกันคุณภาพภายนอกตามแนวทางที่เสนอในงานวิจัยนี้ จะช่วยเสริมพลังให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถยกระดับคุณภาพ ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่เป็นธรรมแก่ผู้เรียนทุกภูมิภาค อันจะนำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืนในระดับประเทศต่อไป สรุปโมเดลการประกันคุณภาพเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการเรียนรู้
ชื่อ โมเดลการประกันคุณภาพเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเชิงระบบ (EQ-IPO Model)
(Equity Quality through Input–Process–Output Model)
1. "4F-QA Model" (Feedback–Flexible–Fairness–Function QA Model) เน้น 4 จุดเด่น: ย้อนกลับ / ยืดหยุ่น / ความเป็นธรรม / ใช้งานได้จริง
2. "EQUAL-QA Model" (Equity Quality Assurance for Learning Achievement)-QA Equity Model" (Situational–Monitoring–Analysis–Responsive–Transformative QA)
3. "SWOT–IPOF Equity Model"
4. "QA for Equity Loop Model" "วงจรต่อเนื่อง" ของการพัฒนาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
ข้อแนะนำเพื่อนำไปใช้ประโยชน์
EQ-IPO Model "ผู้วิจัยได้พัฒนา ‘EQ-IPO Model’ ซึ่งเป็นโมเดลการประกันคุณภาพภายนอก
เชิงระบบที่บูรณาการ Input–Process–Output–Feedback ร่วมกับการวิเคราะห์บริบทแบบ SWOT เพื่อมุ่งลดความเหลื่อมล้ำของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน"
ประเภทไฟล์
pdf
วันที่วางขาย
20 ตุลาคม 2569
ความยาว
189 หน้า
ราคาปก
190 บาท (ประหยัด 5%)
เขียนรีวิวและให้เรตติ้ง
คุณสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็นได้จ้า